ทุจริต มะเร็งร้ายในองค์กร (ตอนที่ 2)
Kandit Advisory Services
ทำความรู้จักกับสาเหตุของการทุจริต
Donald Ray Cressey นักอาชญวิทยา (Criminologist) ชาวอเมริกัน ได้ศึกษาและเผยแพร่ทฤษฎี
Fraud Triangle ที่อธิบายองค์ประกอบอันเป็นสาเหตุของการกระทำทุจริตสามประการ
เป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ว่าสามารถทำให้เข้าใจพฤติกรรมและแนวคิดของผู้กระทำทุจริต
และนำไปประยุกต์ในการกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบทั้งสาม ได้แก่
1.
แรงจูงใจ
(Motivation)
หมายถึงสิ่งที่เป็นเหตุทำให้บุคคล เกิดความคิดที่อยากจะกระทำการทุจริต
โดยแรงจูงใจนั้น มีทั้งแรงจูงใจจากภายในตัวบุคคลเอง เช่น
ตัวผู้กระทำทุจริตมีพฤติกรรมจับจ่ายใช้สอยฟุ่มเฟือยเกินตัว ติดการพนัน ติดเที่ยว ติดสิ่งมัวเมาต่างๆ
(สมัยนี้อาจต้องรวมถึงการติดเกมส์ที่ในบางเกมส์
ผู้เล่นต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้เล่นได้เก่งกว่าชาวบ้านเขา) จากปัญหาทางการเงินของตนเองและครอบครัว เป็นหนี้บัตรเครดิต
หรือเป็นหนี้นอกระบบ เป็นต้น ในประเด็นนี้ ผลสำรวจของ ACFE บอกว่า
พฤติกรรมการทุจริตนั้น กว่า 75 % เกิดจากผู้กระทำผิดที่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง
ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะส่วนใหญ่พฤติกรรมที่กล่าวถึงเรามักจะเจอในเพศชายมากกว่า
ส่วนแรงจูงใจที่มาจากภายนอก ยกตัวอย่างเช่น การถูกกดดันจากองค์กร
โดยการตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่การกดดันอย่างรุนแรงทำให้คนตัดสินใจทำสิ่งที่ผิดเพื่อป้องกันตนเอง
2.
โอกาส
(Opportunity)
หมายถึง การเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดนั้น มีช่องโหว่
หรือสบโอกาสที่จะกระทำทุจริตได้โดยไม่สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว
ก็น่าจะมีสาเหตุจาก (1) บกพร่องในการควบคุมภายใน ขาดกระบวนการป้องกัน การตรวจสอบ และยืนยัน ให้ผู้บริหารมั่นใจได้ว่า
นโยบายและแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้ ได้ถูกนำไปถือปฏิบัติจริงอย่างเคร่งครัด ซึ่งผลสำรวจของ
ACFE ระบุว่ากว่า 50% ของการทุจริตที่เกิดขึ้น
กิจการนั้นมีการควบคุมภายในที่อ่อนแอ อีกเหตุผลหนึ่งคือ (2) การไว้ใจให้ใครคนใดคนหนึ่ง รับผิดชอบงานสำคัญโดยไม่มีการตรวจสอบจากบุคคลอื่นที่เป็นอิสระ หรือ ขาดการแบ่งแยกงาน จนคนใดคนหนึ่งสามารถกระทำการใดๆได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เรื่องนี้
คนไทยทำกันมาก เช่น เจ้าของกิจการ เมื่อไว้ใจใครแล้วก็มักจะให้คนนั้นดำเนินการแทนเป็นเวลานานหลายปี
เพราะเน้นความสะดวก และเชื่อว่าตนเองรู้จักคนของตนเป็นอย่างดี
3.
การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง
(Rationalization) คือกลไกทางจิตใจที่ผู้กระทำทุจริต
ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหาความชอบธรรมให้แก่การกระทำของตนเอง เช่น นาย ก
มีเรื่องขัดแย้งกับหัวหน้างาน นาย ก จึงกระทำการทุจริตยักยอกเงินของกิจการ
โดยให้เหตุผลกับตนเองว่า เป็นเพราะหัวหน้างานเองที่ไม่ดี
เขาจึงจำเป็นต้องกระทำทุจริตเพื่อแก้แค้น หรือ นาย ข ทำทุจริตโดยยักยอกทรัพย์ของกิจการไปจำนวนเล็กน้อยทุกวัน
เพราะเห็นว่า นาย ค นาย ง นาย จ ต่างก็ทำทุจริตกันทั้งนั้น ถ้าตนไม่ทำตามก็อาจจะเข้าสังคมไม่ได้
และหากว่าการกระทำของตนเป็นความผิด คนอื่นก็ต้องผิดด้วยเช่นกัน และยังคิดว่า
การทุจริตของตนเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ เข้าทำนองว่า
ใครเขาก็ทำกัน นั่นเอง
โอกาสและผลกระทบของการทุจริตที่จะเกิดขึ้นได้นั้น
จะแปรผันไปตามจำนวนปัจจัย และความอ่อนแอของกิจการในการจัดการปัจจัยแต่ละด้าน
ยกตัวอย่างเช่น นาย A เป็นผู้จัดการฝ่ายการเงิน เดิม นาย A เป็นผู้ยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง
จนวันหนึ่ง นาย B ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขาย
ได้กระทำทุจริตยักยอกเงินของบริษัทไปใช้เป็นการส่วนตัวจำนวน 100,000 บาท นาย A ได้แจ้งเหตุดังกล่าวไปยังผู้บริหาร
แต่เนื่องจาก นาย B เป็นผู้ที่สร้างยอดขายให้บริษัทได้จำนวนมาก
ผู้บริหารจึงทำเป็นเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ซึ่งทำให้นาย A ผิดหวัง
กอปรกับ ระบบการควบคุมทางการเงินของบริษัทอ่อนแอ นาย A สามารถดำเนินการต่างๆได้โดยผู้บริหารไม่เคยตรวจสอบ
นาย A จึงตัดสินใจทำการยักยอกเงินของบริษัทบ้าง
จากตัวอย่างข้างต้น
เราจะเห็นว่า แรกเริ่มนาย A เป็นคนดี แต่เมื่อบริษัทบกพร่องในการจัดการผู้กระทำทุจริต ทำให้นาย A
เกิดกลไกที่สร้าง Rationalization ขึ้นมา
และพอประกอบกับ Opportunity ที่ระบบการควบคุมภายในองค์กรไม่ดี
ก็ทำให้นาย A ทำทุจริตได้ และถ้าผู้บริหารยังไม่ตระหนักอีก
ก็จะลามไปเกิดกับบุคคลอื่นต่อๆกันไป
ในครั้งหน้า
เราจะมาศึกษากันว่า เพื่อป้องกันการทุจริตแล้ว องค์กรควรกำหนดมาตรการที่เพื่อป้องกันการทุจริตในองค์กร
อย่างไร จึงจะได้ผล
ธนัท เกิดเจริญ CIA, CISA, CFE, CRMA
ข้อแนะนำติชม
หรือปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ ด้าน การควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง
การกำกับดูแล การป้องกันการทุจริต และการตรวจสอบภายใน
Comments
Post a Comment