ทุจริต มะเร็งร้ายในองค์กร (ตอนที่ 3)
Kandit Advisory Services
จากสองบทความที่ผ่านมา
เราได้เรียนรู้ว่า เหตุของการทุจริตนั้นเกิดจากสามปัจจัยได้แก่ แรงจูงใจ (Motivation) โอกาส (Opportunity) และ การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization) การจะป้องกันการทุจริตไม่ให้เกิดกับองค์กรของเรา
ก็ต้องแก้ที่สาเหตุทั้งสามปัจจัยนี้เป็นสำคัญ ผู้เขียนได้นำข้อคิดจากประสบการณ์
และจากการศึกษาเอกสารต่างประเทศ เช่น Fraud Prevention Checklist ของ ACFE หรือสมาคมผู้ตรวจสอบทุจริต เป็นต้น มาสรุปเป็นแนวทางป้องกันการทุจริตที่เหมาะสมกับองค์กรในไทยจำนวน
10 ข้อ ดังนี้
1.
การทำตนเป็นตัวอย่างของคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูง
คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงขององค์กร
ถือเป็นบุคคลสำคัญที่ขับเคลื่อนให้มาตรการต่อต้านการทุจริตเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
ผู้บริหารต้องแสดงออกอย่างชัดเจนต่อการเคารพการปฏิบัติตามข้อกำหนด ระเบียบของบริษัท
และกฎหมายภายนอกที่บังคับใช้อย่างเคร่งครัด แสดงให้ทุกคนเห็นว่าการกระทำทุจริต
คอร์รัปชั่น แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ว่าจะด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกหรือเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับองค์กร
เช่นการจ่ายค่าสินบนให้เจ้าหน้าที่เพื่อเลี่ยงค่าปรับ การลงนามในที่ประชุมทั้งที่ตนเองไมได้เข้าร่วมประชุม
เป็นต้น ล้วนเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเมื่อใดที่ผู้บริหาร และคณะกรรมการเป็นผู้กระทำการทุจริตเสียเองแล้ว
พนักงานก็จะคิดว่า ในเมื่อนายยังทำได้ ตนก็ย่อมทำได้
และทัศนคติแบบนี้ก็จะแพร่กระจายไปทั่วองค์กรในภายหลัง
2.
การส่งเสริมวัฒนธรรมการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น
วัฒนธรรมการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดขององค์กร
หากทุกคนในองค์กรไม่ตระหนักว่าการทุจริตเป็นเรื่องร้ายแรงแล้ว แม้จะกำหนดมาตรการอื่นมากมายแค่ไหน
การทุจริตก็ยังคงเกิดขึ้นได้เสมอ การสร้างวัฒนธรรมต่อต้านทุจริตสามารถทำได้หลายวิธี
เช่น การประกาศหลักจริยธรรมองค์กร กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นให้เป็นลายลักษณ์อักษร
กำหนดนโยบายไม่จ่ายสินบนต่อเจ้าหน้าที่ราชการในทุกรูปแบบ การใช้นโยบายไม่รับของขวัญ
(No-gift policy) จากผู้ขายสินค้าและบริการ
การกำหนดมาตรการลงโทษที่รุนแรงและเด็ดขาดสำหรับการกระทำทุจริต ตลอดจนการใช้เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหนึ่งในเกณฑ์การประเมินผลงาน
เป็นต้น
3.
กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลที่สนับสนุนการดำเนินงานอย่างโปร่งใส
การบริหารจัดการ
โดยเฉพาะในองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง มีโอกาสไม่น้อยที่จะเกิดการทุจริตจากการกระทำของผู้บริหารระดับสูง
เหตุเพราะกลไกการควบคุมภายในโดยส่วนใหญ่
มักจะถูกออกแบบไว้ให้ผู้บริหารสูงสุดสามารถตัดสินใจยกเลิก
หรือละเว้นการปฏิบัติตามการควบคุมภายในที่วางไว้ได้ หรือสามารถกระทำการใดๆโดยไม่มีพนักงานคนไหนกล้าตั้งข้อสงสัย
การกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลตามหลักการกำกับดูแลที่ดี เช่น
การแต่งตั้งให้มีคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นอิสระ
และกำหนดให้หน่วยงานตรวจสอบภายในรายงานตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ จึงช่วยให้มีกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานของฝ่ายบริหารระดับสูงและลดความเสี่ยงจากการทุจริตของผู้บริหารระดับสูงได้
4.
จัดให้มีการควบคุมภายในที่เพียงพอและมีประสิทธิผล
คณะกรรมการและผู้บริหาร
หน้าที่ดูแลให้องค์กรมีระบบการควบคุมภายในที่เพียงพอและมีประสิทธิผล
เพียงพอหมายถึง กำหนดมาตรการการควบคุมภายในให้สอดรับกับความเสี่ยงที่จะกระทบกับความสำเร็จของวัตถุประสงค์ในแต่ละกระบวนการ
ส่วนประสิทธิผลคือการควบคุมที่กำหนดไว้ดีแล้วนั้นได้ถูกนำมาใช้ปฏิบัติจริง
การควบคุมภายในที่มีบทบาทความสำคัญมากในการป้องกันการทุจริต
คือ การกำหนดอำนาจอนุมัติ และการแบ่งแยกหน้าที่ คณะกรรมการและผู้บริหาร
ควรทบทวนอำนาจการอนุมัติตัดสินใจเรื่องต่างๆให้มีระบบคานอำนาจที่เหมาะสม
ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจเรื่องสำคัญ ควรกำหนดให้ต้องได้รับมติที่ประชุมจากคณะกรรมการ
หรือ กำหนดให้มีผู้อนุมัติตั้งแต่สองรายขึ้นไปร่วมกันลงนามเช็คสั่งจ่าย
แทนที่จะให้ผู้บริหารสูงสุดตัดสินใจเพียงคนเดียว การกระจายอำนาจ
ยังช่วยลดความเสี่ยงขององค์กรจากการพึ่งพิงผู้บริหารรายใดรายหนึ่งมากจนเกินไปอีกด้วย
ส่วนการแบ่งแยกหน้าที่
คือการแบ่งแยกผู้ปฏิบัติระหว่าง ผู้ทำรายการ ผู้อนุมัติ ผู้ดูแลทรัพย์สิน และผู้บันทึกรายการ
ไม่ให้เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนที่อยู่ภายใต้ทีมงานหรือสายบังคับบัญชาเดียวกันทั้งหมด
เพื่อให้เกิดการสอบยันอย่างเป็นอิสระ และทำให้การทุจริตกระทำได้ยากขึ้น
เพราะผู้กระทำผิดอาจต้องลงมือร่วมกัน
5.
การประเมินความเสี่ยงของการทุจริต
การทุจริตในองค์กรนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้หลากหลายช่องทาง
และในหลายรูปแบบ การกำหนดมาตรการป้องกันให้ครอบคลุมความเสี่ยงทุกด้านจึงเป็นเรื่องยาก
และอาจเป็นไปไม่ได้ในองค์กรที่มีทรัพยากรจำกัด การประเมินความเสี่ยงของการทุจริต
คือกิจกรรมที่ผู้บริหารและพนักงานเจ้าของกระบวนการ ได้หารือกันอย่างเป็นระบบเพื่อระบุ
ประเมิน และกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยมีขั้นตอนโดยสังเขปดังนี้
a.
ผู้บริหาร
และผู้ปฏิบัติงานที่เป็นเจ้าของกระบวนการ ร่วมกันระบุว่าในองค์กรมีความเสี่ยงของการทุจริตในกิจกรรมหรือกระบวนการใดบ้าง
b.
พิจารณาประเมินว่า
ความเสี่ยงแต่ละข้อ มีโอกาสเกิด และผลกระทบต่อองค์กร ทั้งในด้านการเงิน
ด้านชื่อเสียงและการดำเนินงานมากน้อยเพียงใด โดยแบ่งเป็นระดับ สูง กลาง ต่ำ
และวิเคราะห์สาเหตุของความเสี่ยงแต่ละข้อ
c.
กำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงแต่ละระดับให้เหมาะสม
ความเสี่ยงสูงควรกำหนดมาตรการจัดการและติดตามอย่างใกล้ชิด
d.
ติดตามผลการจัดการความเสี่ยง
และทบทวนผลการประเมินความเสี่ยงเป็นระยะ
อีก
5 ข้อ โปรดติดตามอ่านในบทความตอนถัดไป
ธนัท เกิดเจริญ CIA, CISA, CFE, CRMA
ข้อแนะนำติชม หรือปรึกษาหารือในเรื่องต่างๆ
ด้าน การควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง การกำกับดูแล การป้องกันการทุจริต
และการตรวจสอบภายใน

Comments
Post a Comment